Facebook
Twitter
Email

ม.อ. ร่วมกับพันธมิตร ThaiCBN มุ่ง Green Freight พัฒนาต้นแบบ ขนส่งคาร์บอนต่ำ สู่ Net Zero

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ร่วมกับพันธมิตรภายใต้เครือข่ายฯ ThaiCBN มุ่งหน้า Green Freight พัฒนาต้นแบบขนส่งคาร์บอนต่ำ หนุนประเทศไทยสู่ Net Zero
ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรจากหลายภาคส่วน ภายใต้เครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (เครือข่ายฯ ThaiCBN) โดยได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้าน Green Freight ภายในงาน EARTH JUMP 2026 เพื่อผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระบบโลจิสติกส์และการขนส่งของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือครั้งนี้ประกอบด้วย
  • มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
  • บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด
  • บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท สยามมิชลิน จำกัด
  • บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) 

ซึ่งร่วมดำเนินงานภายใต้กลุ่ม Green Freight ของเครือข่ายฯ ThaiCBN เพื่อพัฒนาแนวทางการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคโลจิสติกส์และการขนส่ง ผ่านความร่วมมือด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี พลังงานสะอาด และกลไกสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ในการลงนามบันทึกความเข้าใจครั้งนี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้รับเกียรติ จาก รองศาสตราจารย์ ดร. เถกิง วงศ์ศิริโชติ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยร่วมลงนาม พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร. แหลมทอง ชื่นชม ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา และรองศาสตราจารย์ ดร. จรรยา ชาญชัยชูจิต ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายส่งเสริมกิจการต่างประเทศ และ ผู้อำนวยการศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมเป็นสักขีพยานและร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือด้าน Green Freight ในครั้งนี้

          ภาคการขนส่งถือเป็นหนึ่งในภาคส่วนสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย โดยคิดเป็นประมาณ 29% ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายของประเทศ และยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลมากกว่า 95% ของการใช้พลังงานทั้งหมดในภาคขนส่ง ขณะที่การขนส่งทางถนนยังคงเป็นรูปแบบหลักของประเทศ โดยมีสัดส่วนการใช้พลังงานมากกว่า 96% ของภาคขนส่งทั้งหมด ส่งผลให้ภาคคมนาคมและโลจิสติกส์เป็นหนึ่งในภาคส่วนสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ ภายใต้เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) ฉบับล่าสุด ประเทศไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคคมนาคมและขนส่งลงประมาณ 22.6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂e) ภายในปี 2573 อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เชื้อเพลิงทางเลือก หรือการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Modal Shift) แม้จะเป็นมาตรการสำคัญในระยะยาว แต่ยังต้องอาศัยการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และความพร้อมของผู้ประกอบการในหลายด้าน
          ด้วยเหตุนี้ แนวคิด Green Freight จึงไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนรถเป็น EV เพียงอย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Operational Efficiency) ซึ่งเป็นแนวทางที่ผู้ประกอบการสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที อาทิ การเพิ่มอัตราการบรรทุกสินค้า (Load Factor) การลดการวิ่งเที่ยวเปล่า (Empty Running) การวางแผนเส้นทางขนส่งให้เหมาะสม (Route Optimization) และการใช้ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการขนส่ง โดยมาตรการเหล่านี้สามารถช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 10–30% ควบคู่ไปกับการลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ
กลุ่ม Green Freight ภายใต้เครือข่ายฯ ThaiCBN จึงมุ่งพัฒนา “ต้นแบบการเปลี่ยนผ่านด้านคาร์บอนต่ำในภาคขนส่ง” (Low-Carbon Transportation Transition Model) ที่เชื่อมโยงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศเข้ากับการดำเนินงานจริงของภาคธุรกิจ โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเริ่มต้นจากมาตรการที่เข้าถึงได้และเห็นผลได้จริงในระยะสั้น ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและเทคโนโลยีในระยะยาว
          แนวทางดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาและทดสอบต้นแบบในหลายมิติ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง การใช้พลังงานสะอาด การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ การพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (MRV) ตลอดจนการพัฒนากลไกสนับสนุนด้านองค์ความรู้ การเงิน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ เพื่อช่วยลดข้อจำกัดในการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจ และขยายผลสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศ
ในฐานะพันธมิตรด้านวิชาการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่ม Green Freight ภายใต้เครือข่ายฯ ThaiCBN ผ่านการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ การจัดฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพบุคลากร การให้คำปรึกษาแก่ภาคธุรกิจ และการพัฒนาเครื่องมือด้านการวัด รายงาน และทวนสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยมุ่งเน้นการยกระดับประสิทธิภาพการขนส่ง การประยุกต์ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ และการพัฒนาต้นแบบการลดการปล่อยคาร์บอนที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม
          ความร่วมมือ Green Freight ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงปฏิบัติ (Action-Oriented Collaboration) ภายใต้เครือข่ายฯ ThaiCBN ที่มุ่งเปลี่ยนความร่วมมือไปสู่การลงมือทำจริง พร้อมสนับสนุนการยกระดับประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ของประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ในระยะยาว

สำหรับผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ การขนส่ง และธุรกิจที่มีระบบขนส่งในห่วงโซ่อุปทานที่สนใจแนวทาง Green Freight หรือโครงการนำร่องและกิจกรรมความร่วมมือภายใต้เครือข่ายฯ ThaiCBN สามารถติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ ThaiCBN และที่ ศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

นอกจากนี้ ภายในงาน EARTH JUMP 2026 รศ. ดร. จรรยา ชาญชัยชูจิต ผู้อำนวยการศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน (LogSys) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ ThaiCBN Alliance: Driving the future of Green Logistics – ThaiCBN กลยุทธ์พันธมิตรสู่ Green Logistics ดร. จรรยา ได้ชี้ให้เห็นว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและภาคธุรกิจ
           รศ. ดร. จรรยา กล่าวว่า ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับทุกภาคธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งจึงก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกในวงกว้าง ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง และการสนับสนุนให้องค์กรต่าง ๆ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภท Scope 3 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังได้ชี้ให้เห็นว่า Green Freight ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนรถบรรทุกเป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มต้นจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันทีและสร้างผลลัพธ์ทั้งด้านต้นทุนและการลดคาร์บอน ผ่านแนวทางสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การออกแบบเครือข่ายโลจิสติกส์ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
           รศ. ดร. จรรยา เน้นย้ำว่า การบริหารจัดการคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องเริ่มจากการวัดผลและติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานสากล เช่น ISO 14083 และ GLEC Framework เพื่อให้ธุรกิจสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจและพัฒนากลยุทธ์ด้านการลดคาร์บอนได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ ได้กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน โดยระบุว่า “Freight Decarbonization ไม่ได้เริ่มต้นจากการซื้อรถ EV แต่เริ่มต้นจากการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การวัดผลที่ถูกต้อง และความร่วมมือของทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน”           
          ในตอนท้าย รศ. ดร. จรรยา ฝากข้อคิดถึงองค์กรไทยว่า “Green Logistics ไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในอนาคต” พร้อมเชิญชวนให้ภาคธุรกิจมองการลดคาร์บอนเป็นโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ขอขอบคุณข้อมูล
Center for Sustainable Logistics and Supply Chain Management – LogSys (Fancbook Fanpage)

ข่าวยอดนิยม

เรามีการใช้คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง หรือเพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และเครื่องมืออื่นๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสบการณ์และเพื่อประสิทธิภาพในการใช้งาน คุณสามารถศึกษารายละเอียด นโยบายแนวปฎิบัติการใช้คุกกี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ที่ Cookies Policy